แสดง ตามที่ เกจิอาจารย์ ยุคนี้ และ ที่นิยมกันทั่วไป
ตัดสินจากอภิธรรม
สัมมาอรหัต เป็น สมาธิ พุทธานุสติ แต่มีประโยชน์ ใกล้มรณสันวิถี พานำเกิดไปสวรรค์
พุทธโธ เหมือน สัมมาอรหัต
เป็นสมาธิ ทั้ง 2 แบบ แต่สมาธิ ข่มนิวรณ์ 5 ปัญญาย่อมพิจารณา 1.รูป-นาม สติเห็นชัด
2. ปัจจปริคห ปัจจัย การเกิด ท่าทางยืน (อิริยาบถ) ท่าทางเคลื่อนไหว(สัมปชัญญะ) จิตกำลังเป็นโลภ(ความอยาก,ชอยใจ,เพลิดเพลิน) จิตดำริประการต่างๆ(สรุปแบบจิตตานุปัสสนา) กาย-จิต นาม-รูป
ยุบหนอ พองหนอ อานาปาน ส่วนที่ 3 จากทั้งหมด 4 ขั้น ต้องตั้งใจเรียนถึงจะปฏิบัติถูก จงถือธรรมและวินัยเป็นศาสดาแทนเรา มิใช่หรือ
ดูลมหายใจ
เดินจงกรม
นั่งหลับเจริญ สมาธิ วิปัสสนา
วันพุธที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2562
วันเสาร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2562
สัมมา...อรหัต , พุทธ..โธ ขุมทองจากอดีต
เราท่านทั้งหลายทราบ บท กรรมฐานนี้ดี จากหลายอาจารย์ จากอดีต สู่ ปัจจุบัน
สัมมา...อรหัต , พุทธ..โธ
ตามกรรมฐาน กล่าวได้ว่าเป็นส สมถะ 40 ชื่อว่า อนุสติ10 พุทธานุสติ ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า
ในความเห็นส่วน ตัว
สิ่งนี้มีประโยชน์ ในการนำไปสู่ ภพใหม่เวลาใกล้ ตาย เมื่อ คนสวนมาก เจริญแบบนี้ เวลาใกล้ตายจึงง่ายดาย ที่ จะละลึกนึกถึงได้ (ในสมัย 24--) การค้นคว้า ในพระไตรปิฎก ยังไม่แพร่หลาย เท่า สมัย google เท่าทุกวันนี้ เมื่อยังไปนิพานไม่ได้ ก็ไป พักกันบนสวรรค์ ก่อน
>>>ปรมาจารย์ สวรรค์<<<
https://buddhaf-sati4.blogspot.com/p/6-8-3.html
>>กุญแจทอง-คล้องสวรรค์<<
https://buddhaf-sati4.blogspot.com/2019/07/blog-post.html
สัมมา...อรหัต , พุทธ..โธ
ตามกรรมฐาน กล่าวได้ว่าเป็นส สมถะ 40 ชื่อว่า อนุสติ10 พุทธานุสติ ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า
ในความเห็นส่วน ตัว
สิ่งนี้มีประโยชน์ ในการนำไปสู่ ภพใหม่เวลาใกล้ ตาย เมื่อ คนสวนมาก เจริญแบบนี้ เวลาใกล้ตายจึงง่ายดาย ที่ จะละลึกนึกถึงได้ (ในสมัย 24--) การค้นคว้า ในพระไตรปิฎก ยังไม่แพร่หลาย เท่า สมัย google เท่าทุกวันนี้ เมื่อยังไปนิพานไม่ได้ ก็ไป พักกันบนสวรรค์ ก่อน
>>>ปรมาจารย์ สวรรค์<<<
https://buddhaf-sati4.blogspot.com/p/6-8-3.html
>>กุญแจทอง-คล้องสวรรค์<<
https://buddhaf-sati4.blogspot.com/2019/07/blog-post.html
แผนที่ทางลัด สู่ นิพาน .................... (เขียนโดย ศิษย์มัชณิมโท)
แต่การต่อสู้ กับกิเลส ไม่มีทางลัด ..............ถ้าท่านไหนไม่เข้าใจบางคำ ก็ฟังๆๆๆ ไว้ก่อน
เมื่อกิเลส ตรึงเราอยู่ทุกลมหายใจ
โลภะ (ครอบครองทั้วน่านฟ้าความคิด)
โทสะ(ครอบครองบางสิ่งที่ไม่พอใจ)
โมหะ (ครอบครอง เจตสิก 7 ตัว เจ็ดนครใหญ่ เกิดกับทุกขณะจิต ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา เอกคตา ชีวิตินทรี มนสิการ)
จิต(คือราชา) + เจตสิก 7(เสนาบดีทั้ง 7)
ป้ญญาเจตสิก (มหาฤาษีทรงภูมิปัญญา )
แผนที่ทางลัด สู่นิพาน
ตัวเราประกอบด้วย จิต1 + เจตสิก52 และ รูป28
นิวรณ์ ขวางปัญญา ไว้ไม่ให้มีกำลัง
กิเลสมีประมาณ 10 ชนิด
แรกสุดเราท่านต้องตามหาปัญญา ..............(หาประมาณ 10 ปี)ถึงรู้ว่าต้องแบบนี้
เอาในเรื่องก่อน
ปัญญา มองหาไตรลักษณ์ ( อนิจจัง ,ทุกขัง , อนัตตา ) วิปัสสนาญาณ 4
แยกรูป (ด้วยอาการแบบนี้)
กายนุสติ อริยาบท ยืน เดิน นั่ง นอน และ สัมปชัญบท อริยาบทย่อย ก้าว เดิน คู้ เยียด เป็นต้น
อันนี้นอกเรื่อง ของปัญญา
ในเจตสิก 52 จะมีเจตสิก ดวง 1 ชื่อว่า ปัญญาเจตสิก อันนี้ละปัญญาที่ตามหากัน
ปัญญาเกิด ในมหากุศล ทั้ง 8
ปัญญาสามารถ เกิดกับสมาธิ ได้ด้วย
ปัญญาเกิดในมานสิการไว้ โยนิโสไว้
ถ้าอาจารย์ บอกว่า เราสามารถ แยก เวทนา,สัญญา ได้ อาจารย์ท่าน นั้น ตกจากสภาวะที่แท้จริงแล้ว
เมื่อกิเลส ตรึงเราอยู่ทุกลมหายใจ
โลภะ (ครอบครองทั้วน่านฟ้าความคิด)
โทสะ(ครอบครองบางสิ่งที่ไม่พอใจ)
โมหะ (ครอบครอง เจตสิก 7 ตัว เจ็ดนครใหญ่ เกิดกับทุกขณะจิต ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา เอกคตา ชีวิตินทรี มนสิการ)
จิต(คือราชา) + เจตสิก 7(เสนาบดีทั้ง 7)
ป้ญญาเจตสิก (มหาฤาษีทรงภูมิปัญญา )
แผนที่ทางลัด สู่นิพาน
ตัวเราประกอบด้วย จิต1 + เจตสิก52 และ รูป28
นิวรณ์ ขวางปัญญา ไว้ไม่ให้มีกำลัง
กิเลสมีประมาณ 10 ชนิด
แรกสุดเราท่านต้องตามหาปัญญา ..............(หาประมาณ 10 ปี)ถึงรู้ว่าต้องแบบนี้
เอาในเรื่องก่อน
ปัญญา มองหาไตรลักษณ์ ( อนิจจัง ,ทุกขัง , อนัตตา ) วิปัสสนาญาณ 4
แยกรูป (ด้วยอาการแบบนี้)
กายนุสติ อริยาบท ยืน เดิน นั่ง นอน และ สัมปชัญบท อริยาบทย่อย ก้าว เดิน คู้ เยียด เป็นต้น
อันนี้นอกเรื่อง ของปัญญา
ในเจตสิก 52 จะมีเจตสิก ดวง 1 ชื่อว่า ปัญญาเจตสิก อันนี้ละปัญญาที่ตามหากัน
ปัญญาเกิด ในมหากุศล ทั้ง 8
ปัญญาสามารถ เกิดกับสมาธิ ได้ด้วย
ปัญญาเกิดในมานสิการไว้ โยนิโสไว้
ถ้าอาจารย์ บอกว่า เราสามารถ แยก เวทนา,สัญญา ได้ อาจารย์ท่าน นั้น ตกจากสภาวะที่แท้จริงแล้ว
วันพฤหัสบดีที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2562
การนับ ห้วงเวลา
เวลาอ้างอิง ในอดีต บ้าง อนาคตบ้าง บางครั้งยาวนาน จนไม่ทราบจะ นับอย่างไร
เช่น พุทธธันดร
(ช่วงเวลาที่โลกว่างพระพุทธศาสนา คือ ช่วงเวลาที่ศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งสูญสิ้นไป และพระพุทธเจ้าพระองค์ใหม่ยังไม่อุบัติ.)
อายุกัปป์ (หมายถึงอายุมนุษย์ที่เกิดช่วงนั้นก็ได้)
อสงไขกัปป์ เกี่ยวกับ พรหม ที่อายุยืดยาว
อายุโลก (แบ่ง เป็น 4 ส่วน เราสามารถ มาเกิดได้ 1 ส่วนเจริญสุด ตอนนี้ อยู่ 12-13 จาก 64 ส่วน)
พระพุทธเจ้าเรา บำเพ็ญบารมี 4 อสงไขย์ กับ แสนกัลป์
>>มุนีนาถทีปนี<<
https://docs.google.com/file/d/0B9GGgsaIOUyKYUFlSHJhMVloRFk/edit
เช่น พุทธธันดร
(ช่วงเวลาที่โลกว่างพระพุทธศาสนา คือ ช่วงเวลาที่ศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งสูญสิ้นไป และพระพุทธเจ้าพระองค์ใหม่ยังไม่อุบัติ.)
อายุกัปป์ (หมายถึงอายุมนุษย์ที่เกิดช่วงนั้นก็ได้)
อสงไขกัปป์ เกี่ยวกับ พรหม ที่อายุยืดยาว
อายุโลก (แบ่ง เป็น 4 ส่วน เราสามารถ มาเกิดได้ 1 ส่วนเจริญสุด ตอนนี้ อยู่ 12-13 จาก 64 ส่วน)
พระพุทธเจ้าเรา บำเพ็ญบารมี 4 อสงไขย์ กับ แสนกัลป์
>>มุนีนาถทีปนี<<
https://docs.google.com/file/d/0B9GGgsaIOUyKYUFlSHJhMVloRFk/edit
ความหมายของกัลป์
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ อธิบายคำว่า กัลป์ ไว้ว่า “กาลกำหนด, กำหนดอายุของโลก, ระยะเวลายาวนานเหลือเกินที่กำหนดว่าโลกคือสกลจักรวาลประลัยครั้งหนึ่ง ท่านให้เข้าใจด้วยอุปมาว่า เปรียบเหมือนมีภูเขาศิลาล้วน กว้าง ยาว สูง ด้านละ 1 โยชน์ ทุก 100 ปี มีคนนำผ้าเนื้ออย่างดีมาลูบครั้งหนึ่ง จนกว่าภูเขานั้นจะสึกหรอสิ้นไป กัปหนึ่งยาวนานกว่านั้น” (พระพรหมคุณาภรณ์, 2551: 10)
ประเภทของกัลป์
พระพรหมคุณาภรณ์ (2551: 10-11) อธิบายคำว่า กัลป์ ซึ่งได้แก่ มหากัลป์ อสงไขยกัลป์ อันตรกัลป์ สุญกัลป์ และอสุญกัลป์ ว่า
1. มหากัลป์ กัลป์ใหญ่ คือ กำหนดอายุของโลกอันหมายถึงสกลพิภพ
2. อสงไขยกัลป์ คือ กัลป์อันนับเวลามิได้ คือ ส่วนย่อยแห่ง 4 มหากัลป์ ได้แก่
- สังวัฏฏกัลป์ กัลป์เสื่อม คือ ระยะกาลที่โลกเสื่อมลงจนถึงวินาศ
- สังวัฏฏฐายีกัลป์ ระยะกาลที่โลกพินาศแล้วทรงอยู่
- วิวัฏฏกัลป์ กัลป์เจริญ คือ ระยะกาลที่โลกกลับเจริญขึ้น
- วิวัฏฏฐายีกัลป์ คือ ระยะกาลที่โลกเจริญแล้วทรงอยู่
3. อันตรกัลป์ คือ กัลป์ในระหว่าง ได้แก่ ระยะกาลที่หมู่มนุษย์เสื่อมจนส่วนใหญ่พินาศแล้ว ส่วนที่เหลือดีขึ้นเจริญขึ้นและมีอายุยืนยาวจนถึงอสงไขย แล้วกลับทรามเสื่อมลง อายุสั้นลง จนเหลือเพียงสิบปีแล้วพินาศ ครบรอบนี้เป็นอันตรกัลป์หนึ่ง 64 อันตรกัลป์เป็น 1 อสงไขยกัลป์
4. สุญกัลป์ กัลป์ที่ว่างเปล่า คือ กัลป์ที่ไม่มีพระพุทธเจ้าอุบัติ (รวมทั้งไม่มีพระปัจเจกพุทธเจ้า พระพุทธสาวกและพระเจ้าจักพรรดิราชด้วย)
5. อสุญกัลป์ กัลป์ไม่สูญ คือ กัลป์ที่มีพระพุทธเจ้าอุบัติ มี 5 ประเภทคือ
- สารกัลป์ (กัลป์ที่มีสาระขึ้นมาได้โดยมีพระพุทธเจ้ามาอุบัติ) คือ กัลป์ที่มีพระพุทธเจ้ามาอุบัติ 1 พระองค์
- มัณฑกัลป์ (กัลป์เยี่ยมยอด) คือ กัลป์ที่พระพุทธเจ้าอุบัติ 2 พระองค์
- วรกัลป์ (กัลป์ประเสริฐ) คือ กัลป์ที่มีพระพุทธเจ้าอุบัติ 3 พระองค์
- สารมัณฑกัลป์ (กัลป์ที่มีสาระเยี่ยมยอดยิ่งกว่ากัลป์ก่อน) คือ กัลป์ที่มีพระพุทธเจ้าอุบัติ 4 พระองค์
- ภัทรกัลป์ (กัลป์ที่เจริญหรือกัลป์ที่ดีแท้) คือ กัลป์ที่พระพุทธเจ้าอุบัติ 5 พระองค์ (กัลป์ปัจจุบันที่มีพระพุทธเจ้าอุบัติ 5 พระองค์ คือ พระกกุสันธะ พระโกนาคมน์ พระกัสสปะ พระโคตมะ ที่อุบัติแล้วและพระเมตไตรย์ที่จะอุบัติต่อไป)
สัตถันตรกัลป์ ทุพพิกขันตรกัลป์และโรคันตรกัลป์
ทั้งสัตถัน ทุกพิกขและโรคัน ล้วนสนธิกับคำว่า อันตรกัลป์ ซึ่งหมายถึง การวินาศของสัตว์โลกอันเนื่องมาจาก สัตถัน (อาวุธ) ทุพพิกขะ (ความอดอยาก) โรคะ (โรคภัยไข้เจ็บ) ระยะเวลาแห่งการเกิดการเกิดสัตถันตรกัลป์ โรคันตรกัลป์ และทุพพิกขันตรกัลป์ เมื่อมนุษย์ในชมพูทวีปมีอายุขัย 10 ปี และเต็มไปด้วยกิเลส ซึ่งมีอยู่ 3 อย่าง คือ ราคะ โทสะ และโมหะ หากมนุษย์มีความกิเลสหนักไปในทางใด ก็จะบังเกิดเป็นไปในลักษณะต่าง ๆ ดังนี้
1) สัตถันตรกัลป์สาเหตุของการเกิดสัตถันตรกัลป์ คือ เมื่อมนุษย์ในชมพูทวีปมีอายุขัย 10 ปี เต็มไปด้วยโทสะ ความอาฆาตพยาบาทซึ่งกันและกัน การผูกเวรต่อกัน ไม่ยำเกรงเคารพในบิดา มารดา ครูบาอาจารย์ผู้มีพระคุณ ฆ่าผู้มีพระคุณ ล่วงประเวณี บิดา มารดา ญาติพี่น้องของตน บัดนั้นมนุษย์ทั้งปวงจึงหยิบอาวุธขึ้นประหัตประหารกันตายเกลื่อนแผ่นดิน มีระยะเวลา 7 วัน สัตว์ส่วนใหญ่ที่ตายไปบังเกิดในจตุราบายเพราะอำนาจของโทสะเป็นหลัก (กรมศิลปากร เล่ม 1 , 2520: 88)
2) โรคันตรกัลป์ สาเหตุของโรคันตรกัลป์ คือ เมื่อมนุษย์ในชมพูทวีปมีอายุขัย 10 ปี เต็มไปด้วยราคะ โรคาพยาธิต่าง ๆ ก็บังเกิดแก่มนุษย์ สัตว์ทั้งหลายก็ล้มตายกลาดเกลื่อนทั่วแผ่นดินชมพูทวีป มีระยะเวลาการเกิด 4 เดือน สัตว์ที่ตายด้วยโรคันตรกัลป์ไปบังเกิดยังสวรรค์โดยมากเพราะเหตุที่มีเมตตาจิตต่อกัน (อานุภาพเมตตา) (กรมศิลปากร เล่ม 1 , 2520: 93)
3) ทุพภิกขันตรกัลป์สาเหตุของทุพภิกขันตรกัลป์ คือ เมื่อมนุษย์ในชมพูทวีปมีอายุขัย 10 ปี เต็มไปด้วยโมหะ สัตว์ทั้งปวงก็ตายด้วยความอดอยากอาหารกลาดเกลื่อนไปทั่วแผ่นดินชมพูทวีป มีระยะเวลาการเกิด 7 เดือน สัตว์ที่ตายด้วยทุพภิกขันตรกัลป์ส่วนใหญ่ไปเกิดในเปตวิสัยเนื่องจากเต็มไปด้วยความอยากในอาหาร (กรมศิลปากร เล่ม 1 , 2520: 93)
ในพระไตรปิฎก จักวัตติสูตร ศาสนาพระพุทธเจ้าโคดมพระองค์ปัจจุบันมีอายุ 5000 ปี (คือ พ.ศ. 5000) เมื่อถึงเวลานั้นมนุษย์จะไม่รู้บาปรู้บุญ ทำอนาจารกับพ่อ แม่ พี่น้อง ญาติ ครูบาอาจารย์ตนเองประดุจสัตว์เดรัจฉาน มนุษย์จะมีอายุขัยเพียง 10 ปี เมื่อมีอายุ 5 ปีจะสมรสเป็นสามี ภรรยากัน เมื่อนั้นจะบัง “สัตถันตรกัลป์” คือ การฆ่าฟันกันด้วยอาวุธ หยิบจับสิ่งใดก็เป็นอาวุธประหัตประหารซึ่งกันและกันอันเนื่องมาจากโทสะที่แรงกล้าเป็นสาเหตุ ระยะเวลาที่เกิดคือ 7 วัน บุคคลผู้มีปัญญาจะไม่หลบซ่อนตามป่าเขาเมื่อพ้น 7 วันแล้วก็ออกมาแล้วเห็นผลของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงต่างพากันสมาน “กุศลกรรมบท 10 ประการ” อายุของลูกหลานพวกเขาเหล่านั้นจึงเจริญขึ้นเรื่อยๆ จนถึงอสงไขยแล้วอายุลดลงมาเหลือ 80,000 ปีก็จะมีพระศรีอาริยเมตไตรย์ลงมาอุบัติพร้อมกับพระเจ้าสังขจักรพรรดิราช
ไฟบรรลัยกัลป์
หรือกัลป์วินาศด้วยไฟ ในพระไตรปิฎก สัตตสุริยสูตร กล่าวถึงกัลป์วินาศด้วยไฟ พระพุทธเจ้าทรงตรัสถึงสมัยที่มีพระอาทิตย์ขึ้น 7 ดวงว่า เมื่อเวลาล่วงไป ฝนไม่ตก พืชพรรณต่างๆ เหี่ยวเฉาตายไป จึงเกิดพระอาทิตย์ขึ้นดวงที่ 2 แม่น้ำลำคลองก็จะแห้งเหือดไปทั้งหมด เมื่อบังเกิดพระอาทิตย์ดวงที่ 3 แม่น้ำปัญจมหานที คือ คงคา ยมมุนา อจิรวดี สรภูและมหิ จะเหือดแห้งไป เมื่อบังเกิดพระอาทิตย์ดวงที่ 4 สระใหญ่ต่างๆ เช่น อโนดาต กุณาลา มันทกินิยะ เป็นต้น ก็จะเหือดแห้งไป เมื่อบังเกิดพระอาทิตย์ดวงที่ 5 น้ำในมหาสมุทรจะเหือดแห้งไปเหลือเพียงนิดเดียวเท่านั้น เมื่อบังเกิดพระอาทิตย์ดวงที่ 6 แผ่นดินทั้งหลายและเขาพระสุเมรุจะเกิดกลุ่มควันพวยพุ่งขึ้น เมื่อบังเกิดพระอาทิตย์ดวงที่ 7 จึงบังเกิดเปลวไฟเผาผลาญสรรพสิ่ง ไฟที่เผาผลาญนี้จะไม่มีเถ้าถ่านเหลืออยู่แม้แต่นิดเดียว
คัมภีร์โลกทีปกสาร กล่าวถึงกัลป์วินาศด้วยไฟ ว่า 100,000 ปี ก่อนเกิดไฟบรรลัยกัลป์ เทวดาสวรรค์ฉกามาพจรชื่อ โลกพยุหะ นุ่งผ้าแดง พลางร้องไห้มาประกาศกับหมู่มนุษย์ว่าอีก 100,000 ปีจะเกิดไฟบรรลัยกัลป์ พวกท่านจงเร่งทำกุศลก็จะพ้นจากไฟบรรลัยกัลป์ เมื่อครบ 100,000 ปี ฝนไม่ตกเป็นระยะเวลานาน จึงเกิดพระอาทิตย์ขึ้นดวงที่ 2 แม่น้ำลำคลองก็จะแห้งเหือดไปทั้งหมด เมื่อบังเกิดพระอาทิตย์ดวงที่ 3 แม่น้ำปัญจมหานที คือ คงคา ยมมุนา อจิรวดี สรภูและมหิ จะเหือดแห้งไป เมื่อบังเกิดพระอาทิตย์ดวงที่ 4 สระใหญ่ต่างๆ เช่น อโนดาต กุณาลา มันทกินิยะ เป็นต้น ก็จะเหือดแห้งไป เมื่อบังเกิดพระอาทิตย์ดวงที่ 5 น้ำในมหาสมุทรจะเหือดแห้งไปเหลือเพียงนิดเดียวเท่านั้น เมื่อบังเกิดพระอาทิตย์ดวงที่ 6 แผ่นดินทั้งหลายและเขาพระสุเมรุจะเกิดกลุ่มควันพวยพุ่งขึ้น เมื่อบังเกิดพระอาทิตย์ดวงที่ 7 จึงบังเกิดเปลวไฟเผาผลาญสรรพสิ่งไปจนถึงพรหมชั้นอาภัสสราไฟที่เผาผลาญนี้จะไม่มีเถ้าถ่านเหลืออยู่แม้แต่นิดเดียว
กัลป์วินาศด้วยน้ำและลมผมจะไม่ขอกล่าวถึงเพราะเป็นไปในลักษณะเดียวกันแต่เปลี่ยนเป็นลมและน้ำเท่านั้น (ทั้งหมดนี้สกัดจากความรู้บางส่วนในวิทยานิพนธ์เรื่อง“ไตรภูมิฉบับหอสมุดแห่งชาติกรุงปารีส : ความสัมพันธ์ระหว่างคติพุทธกับพราหมณ์-ฮินดู” วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวรรณคดีไทย บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน โดยมีรองศาสตราจารย์ ดร. เสาวณิต วิงวอน เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา)
ในหัวข้อต่อไปผมจะอธิบายเกี่ยวกับยุคพระศรีอาริเมตไตรย์และคุณธรรมสำคัญที่เป็นปัจจัยให้มนุษย์มีอายุยืนหรือลดลงนั่นคือ “กุศลกรรมบท 10” และ “อกุศลกรรมบท 10”
เอกสารอ้างอิง
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต). 2551. พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์. พิมพ์ครั้งที่ 12. กรุงเทพฯ : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ. 2549. พระบาลีสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม 10. กรุงเทพฯ : อัมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง
ธรรมปรีชา, พระยา. 2520. ไตรภูมิโลกวินิจฉยกถา ฉบับที่ 2 (ไตรภูมิฉบับหลวง) เล่ม 1. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร
วันอังคารที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2562
กุญแจทอง-คล้อง-สวรรค์
การเกิดการตายเป็นเรื่องทำธรรมดา
แต่ เราท่านทั้ง หลาย ไม่ทราบ กฎ การตายเกิดที่แน่นอน เพราะว่าเรา โดนอวิชาปิดไว้(ตามแบบคัมภีร์ปัฐาน) โดนภพปิดบังไว้ โดนกรรมวิปากทำให้สับสน โดนกิเลสทำให้อ่อนแรง โดนวิจิกืฉาความสงสัยครอบงำอยู่ (เมื่อพระพุทธเจ้าตรัส แสดงธรรมไว้ เราท่านก็พอทราบบ้างเล็กน้อย)
เป็นการบอกวิธี ไปเกิดบนสวรรค์
การเกิดสำหรับปุถุชน คล้ายการโยนลูกเต๋าก็มิปาน จะออกหน้าไหนก็มิทราบได้ นรก หรือ สวรรค์
แต่วิธีที่จะแสดงนี้ ทำให้ได้ ไปสวรรค์ เกือบ 100%
เหมือนเราตกน้ำ แต่เราว่ายน้ำเป็น ก็สบายละ
จะสอนวิธีว่ายน้ำให้นั้นเอง
(กุญแจทองดอกนี้ นำพาไปสวรรค์ แต่ถ้ามีหายดอกก็อยู่นานหน่อย )
1. เราตายแล้วก็เกิด (หามีวิญญาณออกจากแรกแต่อย่างใดไม่)
>>><<<
2. เวลา จะตายจะมีนิมิต 1 ใน 3 ออกมาแสดงชัดแจนที่สุด
>>> อ่านเพิ่มเติม <<<
กรรมทีปนี (อาสันนกรรม หน้า 150)
https://suwit2019.blogspot.com/p/blog-page_92.html
จิตวิญญาณ
https://suwit2019.blogspot.com/p/blog-page_30.html
ความตาย มรณสันวิถี
https://suwit2019.blogspot.com/p/blog-page_13.html
3. สมาทานศีล 5 ต้องได้ดังใจนึก (สำคัญมากๆ)
>>เรื่องตัวอย่างที่พบในพระสูตร<< (อ่านพระสูตรที่อยู่ใต้รูป)
4. ต้องทดลองเวลา ป่วยหรือเจ็บไข้ เวลาเราปวดเราเจ็บ ว่าเรา จะสมาทาศีล 5 ได้ดีแค่ไหน
การเกิดสำหรับปุถุชน คล้ายการโยนลูกเต๋าก็มิปาน จะออกหน้าไหนก็มิทราบได้ นรก หรือ สวรรค์
แต่วิธีที่จะแสดงนี้ ทำให้ได้ ไปสวรรค์ เกือบ 100%
เหมือนเราตกน้ำ แต่เราว่ายน้ำเป็น ก็สบายละ
จะสอนวิธีว่ายน้ำให้นั้นเอง
(กุญแจทองดอกนี้ นำพาไปสวรรค์ แต่ถ้ามีหายดอกก็อยู่นานหน่อย )
1. เราตายแล้วก็เกิด (หามีวิญญาณออกจากแรกแต่อย่างใดไม่)
>>><<<
2. เวลา จะตายจะมีนิมิต 1 ใน 3 ออกมาแสดงชัดแจนที่สุด
>>> อ่านเพิ่มเติม <<<
กรรมทีปนี (อาสันนกรรม หน้า 150)
https://suwit2019.blogspot.com/p/blog-page_92.html
จิตวิญญาณ
https://suwit2019.blogspot.com/p/blog-page_30.html
ความตาย มรณสันวิถี
https://suwit2019.blogspot.com/p/blog-page_13.html
3. สมาทานศีล 5 ต้องได้ดังใจนึก (สำคัญมากๆ)
>>เรื่องตัวอย่างที่พบในพระสูตร<< (อ่านพระสูตรที่อยู่ใต้รูป)
4. ต้องทดลองเวลา ป่วยหรือเจ็บไข้ เวลาเราปวดเราเจ็บ ว่าเรา จะสมาทาศีล 5 ได้ดีแค่ไหน
วันพฤหัสบดีที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2562
กำแพง 4 ด้าน จิตเป็นไปในเบื้องหน้า (กำลัง เขียนอยู่)
1. ด้านหลัง ต้อง เป็น ศีล
2. ทางซ้าย ต้องเป็นความรู้ในการเจริญ วิปัสสนา และ สาระรอบรู้ทั้งหลาย ทั้งดีและชั่ว
3. ทางขวา สัมมปธาน 4 หยุดอกุศล และไม่ให้เกิดอีก ทำให้กุศลเกิด ตั้งได้นาน
4. ด้านหน้า จิต (มีอารมณ์ ตลอดเวลา )
กำหนดรู้ (สติปัฐาน 4)
ควรละ (โลภะ 8) ทำสัมปธาน 4 นับเป็นขณะ ถ้าหยุดอกุศลได้ ภพชั่วก็ไม่ได้เกิด 1 ภพ
ทำให้แจ้ง (นิพาน) มัคค ผล
ควรเจริญ (มรรค 8)
1. อนุปุพิกถา5 ทาน ศีล สวรรค์ โทษของกาม การออกบวช
ศีล ต้องกำหนดได้ ว่า ล่วงเพราะเหตุ ใดได้บ้าง ถึง จะมนสิการ ได้ดี
>>ศีล<< (อ่านเพิ่มเติม)
.......................................................
2. กรรมฐาน หรือ วิปัสสนากรรมฐาน สติปัฎฐาน 4 ที่ตั้งการงานทางใจ
ดำรงในปัจจุบันขณะ อาศัย ปรมัตถ 4 รูป จิต เจตสิก
รูป หยาบสุด
จิต รับรู้อารมณ์
เจตสิก ประกอบตลอดเดวลา
ถึงจะแยกรูปและนาม เป็นเบื้องต้น นำไปสู่ ความจริงหน้ากลัว ของ ของสิ่งรูปจะสลายไปเพราะอุตุทั้ง 4 การเกิด กรรม สวรรค์ และ นรก ความหวาดหวัน ก็ย่อมปรากฎ ขึ้น ในตอนท้ายๆ
เมื่อเห็นเป็นภัย หาทางหนี แต่หนี ไม่พ้น ก็จำใจต้องยอมรับ
3. สัมมปธาน 4
การหยุด อกุศล ฝ่ายชั่ว ไม่ให้เกิดขึ้นในใจ สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วให้หมดไปโดยเร็ว
ทำการกุศลให้เกิด ขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นก็ทำให้ตั้งมั่นอยู่นานๆๆๆ
พูดง่าย แต่ทำยาก สิ่งเหล่านี้เกิดในใจ อาจจะเรียกว่า ควบคุมไม่ได้
-1 ต้องรู้ก่อนว่า สิ่งใดคือ ความคิดดี และ ความคิดชั่ว
- ฝายดีทำแล้วอิ่มเอิบใจ ไม่รู้สึกเสียใจในภายหลัง นำไปสู่สวรรค์
- ผ่ายชั่ว ทำแล้วนึกเสียใจในภายหลัง ลุ่มร้อน นำไปสู่ นรก อบายภูมิ
-2 ต้องมนสิการ จะทำกุศล จะ ละอกุศล ทั้งเกิดก็จะให้หมดไปโดยเลย และไม่ทำให้เกิดอีก
>> มนสิการเจตสิก<< ประกอบกับจิตทุกดวง เอาแล้วไง
วันศุกร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2562
กฎ ของผู้ธรรลุธรรม
รวมรวมจากพระไตรปิฎ (ความเห็นส่วนตัว)
1.การเจริญอานปานสติ (ยากที่พระอรหันต์ จะกล่าวแบบนี้ )
(แนะนำให้เจริญ สติปัฎฐาน 4 หน้าจะเห็นผลง่ายกว่า อานาปานสติ)
(ในพระสูตร ไม่มีสาวก คนไหน สำเร็จได้เลยด้วยอานาปานสติ )
(ส่วนการเจริญ 7ปี 7เดือน 7วัน บุญไม่ได้ทำมามาก ก็ย่อยไม่สำเร็จ ในชาตินี้)
(มีแต่พระสัมามาสัทพุทธเจ้าทำได้ (ตอนเป็น พระสิทธัตถะกุมารทำได้ ญาณ4) เช่น เดียวกับ ยมกปาฎิหาร)
>>เพราะ พุทธเจ้า สร้างบารมี มามากกว่าสาวกเยอะๆๆๆๆๆๆๆๆ<<
อานาปานสติ เป็น 1 ใน สมถะ 40 ทำได้ถึง ญาณ 4
>>สมถะ 40<< >>การฝึกสมถะ 40 และ อภิญญา 6<<
อานปานสติ ยังเป็น 1 ในวิปัสสนากรรมฐานด้วย(กายานุปัสสนา)
>>สติปัฎฐาน 4<<
วิปัสนนา ใช้เพียงสมาธิขั้นกลาง ข่ม นิวรณ์ 5 ได้ นิมิตไม่ได้มี
2. จิตออกจากร่าง (คนสอนก็เป็นอรหันต์ปล่อม 100%)
อภิธรรม แสดงไว้ว่า จิต และ เจตสิก ต้อง อาศัย หทัยวัตถุเกิด
หทัยวัตถุ (เป็นรูป หรือ ร่างกาย )
>>สนใจศึกษา ปริเฉทที่ 6<< หน้า 40
ออกไปนอนร่างกายได้ ก็เป็นสิ่งอื่น ไม่ใช่จิตแล้ว
สรุป ตามประสบการผู้เคยประสบกันที่เล่าๆๆๆๆๆๆๆๆ หน้าจะเป็น ความฝันมากว่า
3. ทำจิตให้ว่างเปล่า (อันนี้ก็ปลอมแน่นอน)
อย่างแรก พระที่สอนแบบนี้ เป็นพระรุ่นเก่า การศึกษาไม่ สามารถค้น หาทางเน็ทได้แน่นอน
จิต ทำหน้าที่ อยากเดียว คือ รับรู้อารมณ์ ที่มาทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
จิต + เจตสิก = นาม (เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ)ขันธ์ 4
เจตสิก ประกอบกับ จิต + ทำให้อารมณ์ที่จิตรับ วุ้นวายไป อีก
เจตสิก ประกอบกับจิตทุกดวง มี 7 ( น้อยสุด )
ผัสส(วิญญาณ) เว ทนา สัญญา เจตนา เอกคตา ชีวติ มนสิการ
แบบนี้จะเอา อะไรมาว่างได้...........???????????????
4. บอกว่า ดับ เจตสิก1 ใน 7 ดวงได้ (อันนี้ยิ่งทำไม่ได้ใหญ่ปลอม)
เช่น บอก ว่า ดับ เวทนา เวทนาเจตสิิก เกิดทุกๆขณะจิต คำสอนนี้ใช้ไม่ได้ ตามสภาวะธรรม
ดับสัญญาญ แม้แต่เข้านิโรธสามบัติ ยัง บอกว่ามีก็ไม่ใช่ไม่มีก็ไม่ใช่ ละเอียดมากๆๆ
ผัสส(วิญญาณ) เว ทนา สัญญา เจตนา เอกคตา ชีวติ มนสิการ
1.การเจริญอานปานสติ (ยากที่พระอรหันต์ จะกล่าวแบบนี้ )
(แนะนำให้เจริญ สติปัฎฐาน 4 หน้าจะเห็นผลง่ายกว่า อานาปานสติ)
(ในพระสูตร ไม่มีสาวก คนไหน สำเร็จได้เลยด้วยอานาปานสติ )
(ส่วนการเจริญ 7ปี 7เดือน 7วัน บุญไม่ได้ทำมามาก ก็ย่อยไม่สำเร็จ ในชาตินี้)
(มีแต่พระสัมามาสัทพุทธเจ้าทำได้ (ตอนเป็น พระสิทธัตถะกุมารทำได้ ญาณ4) เช่น เดียวกับ ยมกปาฎิหาร)
>>เพราะ พุทธเจ้า สร้างบารมี มามากกว่าสาวกเยอะๆๆๆๆๆๆๆๆ<<
อานาปานสติ เป็น 1 ใน สมถะ 40 ทำได้ถึง ญาณ 4
>>สมถะ 40<< >>การฝึกสมถะ 40 และ อภิญญา 6<<
อานปานสติ ยังเป็น 1 ในวิปัสสนากรรมฐานด้วย(กายานุปัสสนา)
>>สติปัฎฐาน 4<<
วิปัสนนา ใช้เพียงสมาธิขั้นกลาง ข่ม นิวรณ์ 5 ได้ นิมิตไม่ได้มี
2. จิตออกจากร่าง (คนสอนก็เป็นอรหันต์ปล่อม 100%)
อภิธรรม แสดงไว้ว่า จิต และ เจตสิก ต้อง อาศัย หทัยวัตถุเกิด
หทัยวัตถุ (เป็นรูป หรือ ร่างกาย )
>>สนใจศึกษา ปริเฉทที่ 6<< หน้า 40
ออกไปนอนร่างกายได้ ก็เป็นสิ่งอื่น ไม่ใช่จิตแล้ว
สรุป ตามประสบการผู้เคยประสบกันที่เล่าๆๆๆๆๆๆๆๆ หน้าจะเป็น ความฝันมากว่า
3. ทำจิตให้ว่างเปล่า (อันนี้ก็ปลอมแน่นอน)
อย่างแรก พระที่สอนแบบนี้ เป็นพระรุ่นเก่า การศึกษาไม่ สามารถค้น หาทางเน็ทได้แน่นอน
จิต ทำหน้าที่ อยากเดียว คือ รับรู้อารมณ์ ที่มาทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
จิต + เจตสิก = นาม (เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ)ขันธ์ 4
เจตสิก ประกอบกับ จิต + ทำให้อารมณ์ที่จิตรับ วุ้นวายไป อีก
เจตสิก ประกอบกับจิตทุกดวง มี 7 ( น้อยสุด )
ผัสส(วิญญาณ) เว ทนา สัญญา เจตนา เอกคตา ชีวติ มนสิการ
แบบนี้จะเอา อะไรมาว่างได้...........???????????????
4. บอกว่า ดับ เจตสิก1 ใน 7 ดวงได้ (อันนี้ยิ่งทำไม่ได้ใหญ่ปลอม)
เช่น บอก ว่า ดับ เวทนา เวทนาเจตสิิก เกิดทุกๆขณะจิต คำสอนนี้ใช้ไม่ได้ ตามสภาวะธรรม
ดับสัญญาญ แม้แต่เข้านิโรธสามบัติ ยัง บอกว่ามีก็ไม่ใช่ไม่มีก็ไม่ใช่ ละเอียดมากๆๆ
ผัสส(วิญญาณ) เว ทนา สัญญา เจตนา เอกคตา ชีวติ มนสิการ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)









