วันเสาร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

วิปัสสนาจารย์ ต้องอ่าน

ยอดคำสอนของ พระพุทธเจ้าทั้งหลาย

สิ่งปราถนาอยู่ยอดสุด คือ นิพาน

อนาคามี

สกิทาคามี

โสดาบัน

เทวดา สัมมทิฐิ

มนุษย์สัมมาทิฐิ


วิปัสสนา เป็นสาระ ของศาสนา

กล่าว ถึง การเบื่อหน่ายรูป และนาม   อยากพ้นจากำเนิดต่างๆๆ เพราะเห็นภัยในนรกทุกคนตกได้ พระโพธิสัตว์ได้รับพยาการณ์ก็ตกได้

สมาทานศีล

พิจารณา รูป ยืน เดิน นั่ง นอน     ตรงปัจจุบันอารมณ์ ที่สุด

ถ้าพิจารณา อานาปานสติ ดี ตรงปิติ แรง รู้สึกสุขสบาย  ก็สลับเปลี่ยน อริยาบท   อานาปานสติ  ดูจติบ้าง  พิจารณาอาการ32   อริยาบทย่อย ละเอียดล้ำลึกอีกขั้น

เมื่อชำนาญ  ตามดู จิต โลภะ โทสะ  ส่วนมากก็ จะเป็นโลภะ 8  ตามดูเนื่องๆๆ  ตามหัวข้อ จติตานุปัสสนา

เมื่อยกระดับขึ้น ของยากสุด ขันธ์5 นิวรณ์5  จิตนำ  เจตสิกเยอะซับซ้อน     อายตนะ12 ผัสสะ รูป  --วิญญาณ









วันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

8 อาชา(2)


ก่อนหน้านี้กล่าว ยก  สมุทัยสัจจ   เหตุแห่งการเกิด

8 อาชา (โลภะ8 )  อันเป็นกำลังของความอยาก อย่างยิ่ง นำเราไปโดยแท้จริง

แต่ อาชา ที่ลาก รถของเราได้ไม่ได้มีแค่นั้น

ในข้อที่ 3.อธิปติปัจจัย ในปัจจัย 24 
>>>   ดาว์นโหลด...  คู่มือมัชฌิมโท_ปัฏฐาน_อ.อาณัติชัย  6MB <<<

อารมณ์ที่มีกำลังมาก


8 8 4 8

8โลภะ      

8มหากุศล     
4มหากริยา  สัม(ประกอบปัญญา) 

8โลกุตร





>>>   ดาว์นโหลด...  คู่มือมัชฌิมโท_ปัฏฐาน_อ.อาณัติชัย  6MB <<<
ประกอบการอ่านตารางข้างล่าง  จะง่ายขึ้น



8 อาชา

ภพน้อยภพใหญ่ภพใหม่ เราเกิดบ่อยๆๆๆ

เพราะนายช่างทำเรือน เรายังหากันไม่เจอ

สมุทัย ทำให้เราสร้างเหตุ ไม่หยุดหย่อน

โลภะ8  ม้า8 ตัวนี้ลากเราไปภพน้อยภพใหญ่

นิสัยชอบสิ่งสวยงาม ทำให้อารมณ์ เพลิดเพลิน ชอบเพศตรงข้าม

เจตนา  เรียกว่า ตัวกรรม
เจตานา ชักชวน สัมปปยุต ในอารมณ์ กระทำหน้าที่ตน

มนสิการ  นำสัมปปยุต(ประกอบ) ธ ขึ้นสู่.อารมณ์

เจ็ดเทพ ที่ปกปักกรักษาอารมณ์ (สัพพเจตสิกสาธรณ7)เกิดกับจิตทุกดวง

8 อาชาลาก รถม้าแห่งวิญญาณ มีเทพทั้งเจ็ดรักษา ตลอดวิถี

ผัสส  เว  สัญ   เจตนา  เอกคตา  ชีวิต  มนสิการ


สติปัฎฐาน4  กาย เวทนา จิต ธรรม
(ขันธ์5   นิวรณ์ 5  อายตนะ 12   โพชฌงค์7   อริยสัจจ4)

สงเคราะห์แบบ ขันธ์ 5 + (เจตสิก7สาธารณะ)

ผัสสะ    ทวาร(รูป) + วิญญาณ

เว   .....เวทนา

สัญ  .....สัญญา    เรียกว่า ทำเครื่องหมายสิ่งใดก็จำสิ่งนั้นได้

สังขาร.....ที่เหลือ  เจต  เอก  ชีวิต  มนสิ


โลภะ8  จิต ประกอบด้วย อารมณ์ ที่เราชอบ พึงพอใจ ชอบใจ

8 อาชา  จึงทะยานไปดังใจเราต้องการ ฉันนั้น


》》》》》》《《《《《《《

กาลนี้ อาชาทั้ง 8 เป็นอาชาสวรรค์  พาผู้คนไปสวรรรค์ ในยาม ศาสนาตั้ง อยู่ (มหากุศล 8 อาชาสวรรค์)

สภาพ 8 อาชา ปกติ ที่ยังไม่โดนโลภะ ยึดอารมณ์  (เฉยๆๆ)



8 อาชา สวรรค์



วันอังคารที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

เตรียมตัวฟังธรรมะ ครั้งสุดทาย ของศาสนานี้

>>> อรรถกถา อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอกธัมมาทิบาลี  วรรคที่ ๑ <<<
http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=20&i=99


บรรดาปรินิพพาน ๓ อย่างนั้น 
                         กิเลสปรินิพพาน ได้มีที่โพธิบัลลังก์. 
                         ขันธปรินิพพาน ได้มีที่กรุงกุสินารา. 
                         ธาตุปรินิพพาน จักมีในอนาคต. 
               จักมีอย่างไร? 
               คือ ครั้งนั้น ธาตุทั้งหลายที่ไม่ได้รับสักการะและสัมมานะในที่นั้นๆ ก็ไปสู่ที่ๆ มีสักการะและสัมมานะด้วยกำลังอธิษฐานของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย. เมื่อกาลล่วงไปๆ สักการะและสัมมานะก็ไม่มีในที่ทั้งปวง. เวลาพระศาสนาเสื่อมลง พระธาตุทั้งหลายในตามพปัณณิทวีปนี้ จักประชุมกันแล้วไปสู่มหาเจดีย์ จากมหาเจดีย์ไปสู่นาคเจดีย์ แต่นั้นจักไปสู่โพธิบัลลังก์. พระธาตุทั้งหลายจากนาคพิภพบ้าง จากเทวโลกบ้าง จากพรหมโลกบ้าง จักไปสู่โพธิบัลลังก์แห่งเดียว. พระธาตุแม้ประมาณเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาดจักไม่หายไปในระหว่าง. 
               พระธาตุทั้งหมดจักประชุมกันที่มหาโพธิมัณฑสถานแล้ว รวมเป็นพระพุทธรูป แสดงพุทธสรีระประทับนั่งขัดสมาธิ ณ โพธิมัณฑสถานมหาปุริสลักษณะ ๓๒ อนุพยัญนะ ๘๐ พระรัศมีประมาณวาหนึ่งทั้งหมดครบบริบูรณ์ทีเดียว. 
               แต่นั้นจักกระทำปาฏิหาริย์แสดง เหมือนในวันแสดงยมกปาฏิหาริย์. ในกาลนั้น ชื่อว่าสัตว์ผู้เป็นมนุษย์ ไม่มีไปในที่นั้น. 
               ก็เทวดาในหมื่นจักรวาฬประชุมกันทั้งหมด พากันครวญคร่ำรำพันว่า วันนี้พระทสพลจะปรินิพพาน จำเดิมแต่บัดนี้ไป จักมีแต่ความมืด. 
               ลำดับนั้น เตโชธาตุลุกโพลงขึ้นจากพระสรีรธาตุ ทำให้พระสรีระนั้นถึงความหาบัญญัติมิได้. เปลวไฟที่โพลงขึ้นจากพระสรีรธาตุ พลุ่งขึ้นจนถึงพรหมโลก เมื่อพระธาตุแม้สักเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาดยังมีอยู่ ก็จักมีเปลวเพลิงอยู่เปลวหนึ่งเท่านั้น เมื่อพระธาตุหมดสิ้นไป เปลวเพลิงก็จักขาดหายไป. 
               พระธาตุทั้งหลายแสดงอานุภาพใหญ่อย่างนี้แล้ว ก็อันตรธานไป. 


เมื่อเป็นดังนั้น รีบรักษาศีล 5  ศีล 8  ศีล 10  หรือ ศีล227 (ของภิกษุ)   

ให้ทาน ก็ไปบังเกิดได้เช่น กัน  >>> ทาน จำแนกสวรรค์ ทั้ง 6 <<<

ไปบังเกิดในเทวโลก  อีก ไม่มาก ไม่น้อย 2500 ปี 


.................................................................
สนังกุมารสูตรที่ ๑
พระอินทร์มีพระชายาที่เป็นใหญ่ ๔ องค์ คือ พระนางสุชาดา พระนางสุธรรมา พระนางสุจิตรา และพระนางสุนันทา

บนดาวดึงส์  มีเทวศาลา ชื่อ สุธรรมา       เป็นที่แสดงธรรม ทุกวันอุโบสถ

ศาลาฟังธรรมนี้ก็อยู่บนสวรรค์ ชั้นที่ 2

สนังกุมารพรหม   มาจากพรหมอนาคามีชั้น อกนิฎฐา    นิพานในชั้นนี้


จะว่าไป  แล้ว หลังสิ้นศาสนา นี้แล้ว  ยังพอมีเวลาอีก 31,500 มหากัปป์ 

พรหมอนาคามีชั้น  อวิหา  -->  อตัปปา  -->   สุทัสสา  -->   สุทัสสี   -->   อกนิฎฐา   -->    นิพานชั้นนี้
                        ครบอายุจะไปเกิดภพที่สุงขึ้น


แต่อัธยาใส ของสัตว์ คงไม่อาจฟังพระสัทธรรม เข้าใจแล้วในการเบื้องหน้า





วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

วิปาก สาระภพน้อยใหญ่

เมื่อรู้ ย่อมว่างแผน ไปได้โดยง่าย

วิปาก เรียกว่า ผล อันเหตุอันเราทำไว้ดีแล้ว 

ผล จะตามสนอง แน่น เช่นต้นไม้ ยังไม่ออกดอกออกผล เราก็ไม่รู้ได้ว่าจะออกตรงไหน

เมื่อถืงการเวลาก็จะออกมาเอง ฉันนั้น

วิปาก ในอภิธรรม  เป็นผลกระทบ ของชวน การเสวยอารมณ์



สังเกต   





สรุป คือ

อกุศล  สร้างได้
กุศล ก็สร้างได้
รูป และ อรูป ก็สร้างได้
โลกุตระ โสดาบัน-อนาคามี ก็สร้างได้

.................................................................

>>> คู่มือ ภพภูมิ และแดนเกิดต่างๆๆ <<<
http://www.ccdkm.org/watburanasiri/wp-content/uploads/2018/01/ปริจเฉทที่-๕-วิถีมุตตสังคหะวิภาคและบทวิเคราะห์.pdf


หน้า 14      สรุปทั้ง 31 ภูมิ

หน้า 18      อายุสัตว์แต่ละ ภพภูมิ

หน้า 22      กรรม และการทำหน้าที่

>>> กรรมทีปนี้ อ่านเพิ่มเติม  <<<

หน้า 31      ครบองค์ 5 การฆ่าสัตว์สำเร็จเป็นอกุศลกรรม

หน้า 34      ประกอบกุศล       1.ทายก(ผู้ให้)   2.ปฎิคาหก(ผู้รับ)    3. ของที่่จะให้(ได้มาด้วยความบริสุทธิ์)

หน้า 45      ผลกรรมและวิปาก ที่ปรากในชาติ นี้ มีผล ย่อมมีเหตุเสมอ

ศีลพระ 227 ปุถุชน ศีล5

บ้านเรา มี 2 นิกาย   พระบ้าน กับพระป่า    แต่มีศีล เท่ากัน 227

คู่มืออ้างอิง วินัยมุกข์ ทั้ง 3 เล่ม

ฤาษี ก่อนพุทธกาล ถือ ศีล ไม่พูดปด ข้อเดียว ก็บรรลุฌาณ เป็นอันมากๆ     
        ส่วนการฆ่าสัตว์เป็นการเบียดเบียนอยู่แล้ว

ศีล 5
1. เว้นฆ่าสัตว์  (ข้อ3)
2. เว้นลักทรัพย์ (ข้อ2)
3. เว้นประพฤษผิดในกาม(เมียผู้อื่น)
4. เว้นพูดปด (ข้อ50)
5. เว้นดื่มสุรา (ข้อที่100)

》》》 ศีลพาไปสวรรค์อย่างไร 《《《



ไม่ละเมิด ข้อ  1-4  ก็ไม่ขาดความเป็นพระ     ปฎิญาณเป็นภิกษุได้

ข้ออื่น  เป็นไปเพื่อไถ่ถอนกิเลส ทางกายวาจาทางใจ 

>>> พุทธประวัติ  <<<

ศีล 227 ของพระสงฆ์

ศีล 227 ข้อของพระสงฆ์
      กฎหมายและขนบธรรมเนียมของภิกษุเรียกว่า พระวินัย เป็นคู่กับพระธรรมอันเป็นข้อปฏิบัติทางใจ รวมทั้ง 2 อย่างเรียกว่าพระศาสนา หรือเรียกโดยย่อว่า พระธรรมวินัย
      พระวินัยบัญญัติว่าด้วยศีลของพระภิกษุ 227 ข้อ ประกอบด้วย ปาราชิก 4  สังฆาทเสส 13  อนิยต 2  นิสสัคคิยปาจิตตีย์  30  ปาจิตตีย์  92  ปาฏิเทสนียะ  4  เสขิยวัตร  75  อธิกรณสมถะ  7
- - - - - - - - - - - - - - -

ปาราชิก 4
   1. ห้ามภิกษุเสพเมถุนกับมนุษย์ อมุนษย์(เช่นสัตว์ดิรัจฉาน เปรต เป็นต้นไม่ว่าตายหรือยังมี ชีวิต อยู่ หรือแม้แต่ศพเมื่อมีจิตรับจะทำเมถุนกับสิ่งนั้น
   2.ห้ามลักทรัพย์ ตั้งแต่ 5 มาสก (หรือประมาณ 1 บาทใน สมัยนี้)ขึ้นไป ถ้าลักทรัพย์ต่ำกว่าเป็นอาบัติข้ออื่น โดยมีจิตคิดจะเอาและได้ทรัพย์นั้นแล้ว
   3. ห้ามฆ่ามนุษย์และทำแท้งกับหญิงที่มีครรภ์ ( มีเจตนากระทำให้มนุษย์ตายหรือเด็กในครรภ์ตาย)
   4. ห้ามอวดอุตตริมนุษสธรรม คือไม่มีฌานก็ว่ามี ไม่มี ฌานก็ว่ามี ไม่ได้มรรคไม่ได้ผล ก็อ้างว่ามี ( ถ้ามีอยู่หรือถึงแล้วแสดงเพื่อประโยชน์ ก็ต้องห้ามเป็นอาบัติปาจิตตีย์ ผลของการอาบัติปาราชิก ปรับอาบัติไม่ได้ ถือขาดจากการครองสมณเพศไม่จำต้องบอกกล่าวหรือแจ้งแก่ผู้กระทำ เป็นเหตุปิดการทำมรรคผลนิพพานในชาตินี้
ถ้าครองสมณเพศอยู่ถือว่าเป็นโจรปล้นพระศาสนาทำลายตนเองให้ถึงทุคติมีอบายภูมิเป็นที่เกิดอย่างแน่นอน เปรียบเสมือนต้นตาลที่ยอดด้วนย่อมไม่เกิดผลได้ )
สังฆาทิเสส 13
   5. ห้ามทำน้ำอสุจิ ให้เคลื่อนด้วยความจงใจ (ยกเว้นฝัน)
   6 . ห้ามถูกต้องเคล้าคลึงกายหญิงด้วยความจงใจ
   7 . ห้ามพูดสอนความ พูดพาดพิงถึงทวารหนักทวารเบาแก่สตรี
   8. ห้ามพูดล่อหญิงให้บำเรอตนด้วยเมถุนธรรม
   9. ห้ามเป็นพ่อสื่อให้คนแต่งงานกัน
   10.ภิกษุขอให้สร้างกุฎิแก่ตนต้องมีขนาดกว้าง 7 คืบยาว 12 คืบด้วยคืบของพระพุทธเจ้า
   11.ห้ามสร้างวิหารใหญ่โดยสงฆ์มิได้กำหนดที่
   12.ห้ามโจทอาบัติปาราชิกไม่มีมูล
   13.ห้ามอ้างเลสโจทอาบัติปาราชิก
   14.ทำสังฆ์ให้แตกกัน(สงฆเภท)
   15.ห้ามเป็นพรรคพวกของผู้ทำสงฆ์ให้แตกกัน
   16.ห้ามเป็นคนว่ายากสอนยาก
   17.ห้ามเป็นผู้มีความประพฤติเลวทรามและประจบ คฤหัสถ์อนิยตะ
อนิยต 2
   18. ห้ามนั่งในที่ลับตากับหญิงสองต่อสอง(อาบัติ ปาราชิก, สงฆาทิเสส,หรือปาจิตตีย์ )
   19 ห้ามนั่งในที่ลับหูกับหญิงสองต่อสอง (อาบัติ สังฆาทิเสส , หรือปาจิตตีย์นิสสัคคีย์
นิสสัคคิยปาจิตตีย์ 30
   20. ห้ามเก็บจีวรเกินจำเป็นไว้เกิน 10 วัน (ยกเว้นทำเป็น สองเจ้าของ)
   21.ห้ามอยู่ปราศจากไตรจีวร แม้คืนหนึ่ง(ยกเว้น ภิกษุ(ได้รับสมมติ)
   22.ห้ามเก็บผ้าที่จะทำจีวรไว้เกิน 1 เดือน(ยกเว้นทำเป็นสองเจ้าของ)
   23.ห้ามใช้นางภิกษุณีชักจีวรเก่า(จีวรที่ใช้แล้ว)
   24.ห้ามรับจีวรจากมือของภิกษุณี
   25.ห้ามขอจีวรต่อคฤหัสถ์ที่มิใช่ญาติ(ยกเว้นขอต่อคนปวารณา)
   26.ห้ามรับจีวรเกินกำหนดเมื่อจีวรถูกชิงหรือ หายไป
   27.ห้ามพูดให้เขาซื้อจีวรที่ดีกว่าเขากำหนดไว้เดิมถวาย
   28.ห้ามไปพูดให้เขารวมกันซื้อจีวรที่ดีถวาย
   29.ห้ามทวงจีวรเอาแก่คนที่รับฝากผู้อื่นเพื่อซื้อ จีวรถวายเกินกว่า 3 ครั้ง
   30.ห้ามหล่อเครื่องปูนั่งพรมเจือด้วยไหม
   31.ห้ามหล่อเครื่องปูนั่งด้วยขนเจียม(ขนสัตว์) ดำล้วน
   32.ห้ามใช้ขนเจียมดำเกิน 2 ส่วนใน 4 ส่วนเมื่อหล่อเครื่องปูนั่ง
   33.ห้ามหล่อเครื่องปูนั่งให้ตัดของเก่าปนลงใน ของใหม่
   34.ห้ามการทำเครื่องปูนั่งให้ตัดของเก่าปนลงในของใหม่
   35.ห้ามนำขนเจียมไปด้วยตนเองเกิน 3 โยชน์
   36.ห้ามใช้นางภิกษุณีที่ไม่ใช่ญาติทำการซักย้อมซึ่งขนเจียม
   37.ห้ามรับทองเงิน( ชาตะ รูปรชตะ)
   38.ห้ามทำการซื้อขายของด้วยเงินทอง
   39.ห้ามซื้อขายโดยใช้ของแลก
   40.ห้ามเก็บบาตรเกิน 1 ลูกไว้เกิน 30 วัน
   41.ห้ามขอบาตรเมื่อบาตรเป็นแผลงไม่เกิน 5 แห่ง
   42.ห้ามเก็บเภสัช 5 (เนยใส, เนยข้น,น้ำมัน, น้ำผึ้ง ,น้ำอ้อย) เกิน 7 วัน
   43.ห้ามแสวงและทำผ้าอาบน้ำฝนเกินกำหนด
   44.ให้จีวรภิกษุอื่นแล้วห้ามชิงคืนในภายหลัง
   45.ห้ามขอด้ายเอามาทอเป็นจีวร
   46.ห้ามไปกำหนดให้ช่างหูกทอจีวรให้ดีขึ้นเพื่อตน (ยกเว้นขอต่อคนปวารณา)
   47.ห้ามเก็บผ้าจำนำพรรษาไว้เกินกำหนด
   48.ห้ามภิกษุอยู่ป่าเก็บจีวรไว้ในบ้านเกิน 6 คืน (ยกเว้นภิกษุได้รับสมมุติ)
   49.ห้ามน้อมลาภสงฆ์มาเพื่อตน
ปาจิตตีย์ 92
   50.ห้ามพูดปด (มุสาวาท)
   51.ห้ามด่า (ผรุสวาท)
   52.ห้ามพูดส่อเสียด (ปิสุณาวาท)
   53.ห้ามกล่าวธรรมพร้อมกับอนุปสัมบัน (ผู้ไม่ใช่ภิกษุ เช่นภิกษุณีสามเณรเป็นต้น ในขณะสอน)
   54.ห้ามนอนร่วมกับอนุปสัมบันเกิน 3 คืน
   55.ห้ามนอนร่วมกับหญิง
   56. ห้ามแสดงธรรมสองต่อสองกับผู้หญิงเกิน 6 คำ (ยกเว้นเมื่อมีผู้ชายที่รู้เดียงสาอยู่ด้วย)
   57.ห้ามบอกคุณวิเศษที่มีจริงแก่อนุปสัมบัน
   58.ห้ามบอกอาบัติชั่วหยาบของภิกษุแก่อนุปสัมบัน
   59.ห้ามขุดดินหรือใช้ให้ขุด
   60.ห้ามทำลายต้นไม้
   61.ห้ามพูดไฉไลหรือทำให้ยุ่งยากเมื่อถูกสอบสวน
   62.ห้ามติเตียนภิกษุผู้ทำการสงฆ์ไว้กลางแจ้ง
   63.ห้ามทิ้งเตียงตั่งของสงฆ์ไว้กลางแจ้ง
   64.ห้ามปล่อยที่นอนไว้ไม่เก็บงำ
   65.ห้ามนอนแทรกภิกษุผู้เข้าไปอยู่ก่อนเพื่อทำให้ภิกษุนั้นลุกหนีไป
   66.ห้ามฉุดคร่าภิกษุออกจากวิหารของสงฆ์ เพราะขัดใจ (ยกเว้นภิกษุอลัชชี)
   67.ห้ามนั่งนอนบนเตียงหรือตั่งโดยแรงที่อยู่ชั้นบน ซึ่งมีผู้นอนอยู่ชั้นล่าง (เป็นเตียง 2 ชั้น)
   68.ห้ามโบกฉาบวิหารใหญ่เกิน 3 ชั้น
   69.ห้ามเอาน้ำมีตัวสัตว์รดหญ้าหรือดิน
   70.ห้ามสอนนางภิกษุณีเมื่อมิได้รับมอบหมายจากสงฆ์
   71.ห้ามสอนนางภิกษุณีตั้งแต่อาทิตย์ตกแล้ว
   72.ห้ามสอนนางภิกษุณีถึงที่อยู่
   73.ห้ามติเตียนภิกษุอื่นว่าสอนนางภิกษุณีเพราะเห็นแก่ลาภ
   74.ห้ามให้จีวรแก่นางภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ แต่ให้แลก เปลี่ยนจีวรกันได้
   75.ห้ามเย็บจีวรให้นางภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ
   76.ห้ามเดินทางไกลร่วมกับนางภิกษุณี เว้นไว้แต่หนทาง ที่จะไปมีอันตราย
   77.ห้ามชวนนางภิกษุณีเดินทางเรือร่วมกัน เว้นไว้แต่โดยสารหรือข้ามฟาก
   78.ห้ามฉันอาหารที่นางภิกษุณีไปแนะให้เขาถวาย
   79.ห้ามนั่ง นอนในที่ลับสองต่อสองกับนางภิกษุณี
   80.ห้ามฉันอาหารในที่ทานเกิน 1 มื้อ (ยกเว้นแต่ป่วย)
   81.ห้ามขออาหารชาวบ้านเพื่อมาฉันรวมกลุ่มกับพวกของตน
   82.ห้ามนิมนต์แล้วไปฉันอาหารที่อื่น
   83.ห้ามรับบิณฑบาตเกิน 3 บาตร
   84.ห้ามฉันอีกเมื่อฉันในที่นิมนต์เสร็จแล้ว
   85.ห้ามพูดให้ภิกษุที่ฉันอีกเพื่อจับผิด
   86.ห้ามฉันอาหารในเวลาวิกาล (วิกาลโภชนา)
   87.ห้ามฉันอาหารที่เก็บไว้ค้างคืน
   88.ห้ามขออาหารประณีตมาเพื่อฉันเอง (ยกเว้นขอต่อผู้ปวารณา)
   89.ห้ามฉันอาหารที่มิได้รับประเคน (ยกเว้นน้ำ)
   90.ห้ามยื่นอาหารด้วยมือให้ชีเปลือยและนักบวชอื่น
   91.ห้ามชวนภิกษุไปบิณฑบาตด้วยแล้วไล่กลับ
   92.ห้ามเข้าไปนั่งกีดขวางในห้องนอนของหญิงกับชายที่มีราคะ (เข้าไปขัดจังหวะชายหญิง)
   93.ห้ามนั่งในที่ลับมีที่กำบังกับหญิง
   94.ห้ามนั่งในที่ลับหูสองต่อสองกับหญิง
   95.ห้ามรับนิมนต์แล้วไปที่อื่นไม่บอกลาภิกษุซึ่งมีอยู่
   96.ห้ามขอปัจจัยเภสัชเกินกำหนดชนิดและเวลาที่เขาปวารณาไว้
   97.ห้ามไปดูกองทัพที่ยกออกไป
   98.ห้ามภิกษุมีกิจจำเป็นพักอยู่ในกองทัพเกิน 3 คืน
   99.ห้ามดูเขารบกันเป็นต้นเมื่อมีกิจจำเป็นไปในกองทัพ
   100.ห้ามดื่มสุราเมรัย รวมของมึนเมาต่างๆ
   101.ห้ามจี้ภิกษุให้หัวเราะ
   102.ห้ามว่ายน้ำเล่น
   103.ห้ามแสดงความไม่เอื้อเฟื้อในวินัย ขืนประพฤติอนาจารอยู่
   104.ห้ามหลอกภิกษุให้กลัว(หรือตกใจ)
   105.ห้ามก่อกองไฟเพื่อผิง (ยกเว้นผิงถ่านไฟที่ปราศจากเปลวไฟ )
   106.ห้ามอาบน้ำบ่อย เว้นแต่มีเหตุ
   107.ห้ามทำเครื่องหมายจีวรที่ได้มาใหม่
   108.วิกัปจีวรไว้แล้วจะใช้ถอนก่อน
   109.ห้ามเล่นซ่อนบริขารของภิกษุอื่น
   110.ห้ามแกล้งฆ่าสัตว์ดิรัจฉาน
   111.ห้ามดื่มน้ำมีตัวสัตว์
   112.ห้ามรื้อฟื้นอธิกรณ์ที่ตัดสินเป็นธรรมแล้ว
   113.ห้ามปกปิดอาบัติชั่วหยาบ(อาบัติปาราชิก,อาบัติสังฆาทิเสส)ของภิกษุอื่น
   114.ห้ามบวชบุคคลอายุไม่ถึง 20 ปี
   115.ห้ามเดินทางร่วมกับโจรหรือพ่อค้าผู้หนีภาษี
   116.ห้ามชวนผู้หญิงเดินทางร่วมกัน
   117.ห้ามกล่าวตู่พระธรรมวินัย
   118.ห้ามคบหากินอยู่ร่วมกับภิกษุผู้กล่าวตู่พระธรรมวินัย
   119.ห้ามคบหาให้อุปัฏฐากกินอยู่ร่วมกับสามเณรผู้กล่าวตู่พระธรรมวินัย
   120.ห้ามพูดเลี่ยงเพื่อหวังจะไม่ศึกษาในสิกขาบท
   121.ห้ามกล่าวย่ำยีดูแคลนพระวินัย
   122.ห้ามพูดแก้ตัวว่าเพิ่งรู้ว่ามีในปาติโมกข์
   123.ห้ามทำร้ายร่างกายภิกษุ
   124.ห้ามเงื้อมือจะทำร้ายภิกษุ
   125.ห้ามโจทอาบัติสังฆาทิเสสไม่มีมูล
   126.ห้ามก่อความรำคาญแก่ภิกษุอื่น
   127.ห้ามแอบฟังความของภิกษุผู้ทะเลาะกัน
   128.มอบฉันทะให้ทำการแทนแล้วห้ามพูดติเตียน
   129.ในที่ประชุมสงฆ์ตั้งญัตติแล้วกำลังทำการวินิจฉัยห้ามลุกไปโดยไม่ให้ความยินยอมต่อสงฆ์(เว้นไปสุขา)
   130.ร่วมกับสงฆ์ให้จีวรแก่ภิกษุแล้วห้ามติเตียนภายหลัง
   131.ห้ามน้อมลาภสงฆ์มาเพื่อบุคคล
   132.ห้ามเข้าไปในพระราชฐานชั้นในโดยไม่ได้ รับราชานุญาต
   133.ห้ามเก็บของมีค่า(รัตนะ)ที่ตกอยู่(เว้นตกในวัดเก็บไว้คืน)
   134.ห้ามเข้าบ้านยามวิกาลต้องลาภิกษุก่อน (เว้นมีธุระด่วน)
   135.ห้ามทำหล่อมเข็มด้วย กระดูก,งา,เขาสัตว์
   136.ห้ามใช้เตียงตั่งมีเท้าสูงกว่า 8 นิ้ว ด้วยนิ้วสุคต
   137.ห้ามใช้เตียงตั่งหุ้มด้วยนุ่น
   138.ห้ามใช้ผ้าปูนั่งมีขนาดเกินกว่าขนาดยาว 2 คืบกว้าง 1 คืบ ชาย 1 คืบด้วยคืบสุคต
   139.ห้ามใช้ผ้าปิดฝีมีขนาดเกินกว่าขนาดยาว 4 คืบ กว้าง 2 คืบ ด้วยคืบสุคต
   140.ห้ามใช้ผ้าอาบน้ำฝนมีขนาดเกินกว่าขนาด ยาว 6 คืบ กว้าง 2 คืบด้วยคืบสุคต
   141.ห้ามใช้จีวรมีขนาดเท่ากับขนาดยาว 9 คืบ กว้าง 6 คืบ ด้วยคืบสุคต
ปาฎิเทสนียะ 4
   142.ห้ามรับของเคี้ยวของฉันจากมือนางภิกษุณี
   143.ให้ไล่นางภิกษุณีที่มายุ่งให้เขาถวายอาหาร
   144.ห้ามรับอาหารในสกุลที่สงฆ์สมมุติว่าเป็นเสขะ(ตระกูลที่ยากจน)นอกจากป่วยหรือเขานิมนต์แล้ว
   145.ห้ามรับอาหารที่เขาไม่ได้บอกไว้ก่อนเมื่ออยู่ป่า
เสขิยวัตร  75
   146.เราจักนุ่งให้เป็นปริมณฑล(เบื้องล่างปิดเข่าเบื้องบนปิดสะดือไม่ห้อยไปข้างหน้าข้างหลัง)
   147.เราจักห่มให้เป็นปริมณฑล(ให้ชายผ้าเสมอกัน ไม่ห้อยไปข้างหน้าข้างหลัง)
   148.เราจักปกปิดกายด้วยดีไปในบ้าน
   149.เราจักปกปิดกายด้วยดีนั่งในบ้าน
   150.เราจักสำรวมด้วยดีไปในบ้าน (คือไม่คะนองมือคะนองเท้าหรือค้นหาอะไร)
   151.เราจักสำรวมด้วยดีนั่งในบ้าน
   152.เราจักมีตาทอดลงไปในบ้าน(อินทรียสังวร)
   153.เราจักมีตาทอดลง นั่งในบ้าน(เพื่อป้องกันกิเลส)
   154.เราจักไม่เวิกผ้าไปในบ้าน
   155.เราจักไม่เวิกผ้า นั่งในบ้าน
   156.เราจักไม่หัวเราะดัง ไปในบ้าน
   157.เราจักไม่หัวเราะดัง นั่งในบ้าน
   158.เราจักไม่พูดเสียงดัง ไปในบ้าน     159.เราจักไม่พูดเสียงดัง นั่งในบ้าน   160.เราจักไม่เดินโคลงกาย ไปในบ้าน
   161.เราจักไม่นั่งโคลงกายในบ้าน
   162.เราจักไม่ไกวแขน ไปในบ้าน
   163.เราจักไม่ไกวแขน นั่งในบ้าน
   164.เราจักไม่สั่นศรีษะ ไปในบ้าน
   165.เราจักไม่สั่นศีรษะ นั่งในบ้าน
   166.เราจักไม่เอามือค้ำกาย ไปในบ้าน(เดินเท้าเอว)
   167.เราจักไม่เอามือค้ำกาย นั่งในบ้าน
   168.เราจักไม่เอาผ้าคลุมศีรษะ ไปในบ้าน
   169.เราจักไม่เอาผ้าคลุมศีรษะ นั่งในบ้าน
   170.เราจักไม่เดินกระโหย่งเท้า ไปในเท้า
   171.เราจักไม่นั่งรัดเข่า ในบ้าน(กอดเข่า)
   172. เราจักรับบิณฑบาตโดยเคารพ
   173.เราจักดูแลแต่ในบาตร รับบิณฑบาต
   174.เราจักรับบิณฑบาตพอสมส่วนกับแกง(ไม่รับมาก)
   175.เราจักรับบิณฑบาตพอเสมอขอบปากบาตร
   176.เราจักฉันบิณฑบาตโดยเคารพ ไม่รังเกียจ
   177.เราจักดูแต่ในบาตร เวลาฉัน(ถ้าฉันในบาตร)
   178.เราจักฉันบิณฑบาตไปตามลำดับ(ไม่ขุดให้แหว่ง).
   179.เราจักฉันบิณฑบาตพอสมส่วนกับแกง(ไม่ฉันกับมากเกินไป)
   180.เราจักฉันบิณฑบาต ไม่ขยุ้มแต่ยอดลงไป
   181.เราจักไม่เอาข้าวสุกปิดแกงและกับด้วยจะได้มาก
   182.เราไม่เจ็บไข้ จักไม่ขอแกงหรือข้าวสุกเพื่อ ประโยชน์แก่ตนมาฉัน
   183.เราจักไม่มองดูบาตรของผู้อื่นด้วยคิดจะเพ่งโทษ
   184.เราจักไม่ทำคำข้าวให้ใหญ่เกินไป
   185.เราจักทำคำข้าวให้กลมกล่อม
   186.เราจักไม่อ้าปากในเมื่อคำข้าวยังไม่มาถึง(อ้าค้าง)
   187.เราจักไม่เอานิ้วมือทั้งหมดใส่ปากในขณะฉัน
   188.เราจักไม่พูดทั้งที่ปากยังมีคำข้าว
   189.เราจักไม่ฉันโยนคำข้าวเข้าปาก
   190.เราจักไม่ฉันกัดคำข้าว
   191.เราจักไม่ฉันทำกระพุ้งแก้มให้ตุ่ย
   192.เราจักไม่ฉันพลางสลัดมือพลาง
   193.เราจักไม่ฉันโปรยเมล็ดข้าว(ทำข้าวเรี่ยราด)
   194.เราจักไม่ฉันแลบลิ้น
   195.เราจักไม่ฉันดังจับๆ(ไม่สำรวม)
   196.เราจักไม่ฉันดังซูดๆ(ไม่สำรวม)
   197.เราจักไม่ฉันเลียมือ
   198.เราจักไม่ฉันขอดบาตร(เว้นเหลือน้อยต้องขอด)
   199.เราจักไม่ฉันเลียริมฝีปาก
   200.เราจักไม่เอามือเปื้อนจับภาชนะน้ำ
   201.เราจักไม่เอาน้ำล้างบาตรมีเมล็ดข้าวเทลงในละแวกบ้าน(ดูสกปรกเป็นที่รังเกียจ)
   202.เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่มีร่มในมือ
   203.เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่มีไม้พลองในมือ
   204. 
เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่ศัสตราในมือ
   205. 
เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่อาวุธในมือ
   206. 
เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่สวมเขียงเท้า   207. เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่สวมรองเท้า
   208. 
เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่ไปในยาน
   209. 
เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่อยู่บนที่นอน
   210. 
เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่นั่งรัดเข่า
   211. 
เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่พันศรีษะ
   212. 
เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่คลุมศรีษะ
   213. เรานั่งอยู่บนแผ่นดิน จักไม่แสดงธรรมแก่คนที่ไม่เป็นไข้นั่งบนอาสนะ
   214. เรานั่งบนอาสนะต่ำ จักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้นั่งบนอาสนะสูง
   215 เรายืนอยู่ จักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ผู้นั่งอยู่
   216 เราเดินไปข้างหลัง จักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ผู้เดินไปข้างหน้า
   217. เราเดินไปนอกทางจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ผู้ไปในทางฯ
   218.เราไม่เป็นไข้จักไม่ยืนถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ
   219.เราไม่เป็นไข้จักไม่ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ หรือบ้วนน้ำลายลงในของเขียว(พืชต้นไม้)
   220.เราไม่เป็นไข้จักไม่ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ หรือ บ้วนน้ำลายลงในน้ำ
อธิกรณสมถะ 7   
   221.การระงับอธิกรณ์ในที่พร้อมหน้า(บุคคล,วัตถุ,ธรรม)
   222.การระงับอธิกรณ์ด้วยยกให้ว่าพระอรหันต์ เป็นผู้มีสติ)
   223.การระงับอธิกรณ์ด้วยยกประโยชน์ให้ ในขณะเป็นบ้า
   224.การระงับอธิกรณ์ด้วยถือตามคำรับของจำเลย
   225.การระงับอธิกรณ์ด้วยถือเสียงข้างมากเป็นประมาณ
   226.การระงับอธิกรณ์ด้วยการลงโทษแก่ผู้ผิด
   227.การระงับอธิกรณ์ด้วยให้ประนีประนอมหรือ เลิกแล้วกันไป

วันพุธที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2562

ปรมจารย์ ด้านทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรคองค์ 8



ทุกข์ ควรกำหนดรู้

สมุทัย ควรละ

นิโรธ ทำให้แจ้ง (นิพาน )

มัคค 8      ควรเจริญให้มากๆ





ป็นการครอบคุม  สุขุม ลึกซึ้ง  

ทุกข์ ท่านว่า ปรมัตถ ธรรมทั้งหมด ยกเว้น โลภะจิต 8  


สมุทัย  ท่านว่า โลภะจิต 8  เป็นเหตุแห่งทุกข์ทั้งปวง เพราะสร้างเหุตนี้ รูปและนาม วิปากจึงเกิดมิหยุด ภพแล้วภพเล่า  ความปราถนา , ความยินดี  , ความเพลิดเพลิน    


นิโรธ
ความดับสนิท ดัง กองไปใหญ่ ดับไม่เหลือ  ด้วยเหตุปัจจัยที่จะทำให้เปลวไฟไม่มี นิพาน จึง เป็น ดังไฟที่หายไปไม่มีเหลือ นั้นเอง

มัคค 8 ความเจริญให้มาก  
 







พอทราบแล้วว่าจะไปทางไหน 



โลภะมูลจิต 8  หรือ สมุทัย





เริ่มเดิมที  แต่แยกรูปและนาม ออกจาก กัน    --->   จากนั้นมาเหตุปัจจัยให้เกิดรูป-นาม


การพิจารณา เชื่องช้า  เพราะ เราไปติดในอารมณ์  ห่วงความนึกคิด  ส่วนใหญ่เป็นอดีต สมุติร  และโลภะ8  อันเป็นความอยาก ที่เราปราถนา 


จากรูปข้างล่าง 2.อารัมณปัจจัย   จิต 89 + เจตสิก 52  + รูป 28  + นิพาน  + บัญญติ....--> จิต89+เจตสิก52(นาม หรือ ความคิด)

    จิต 89 + เจตสิก 52     จิตเกิด ทีละ 1  + เจสิก(7+)

    รูป  28  เห็นรูปนี้สวย เราชอบ   บางทีก็เห็นรูปของศัตรู เราเกลียด

    นิพาน เราปราถนา ทำบุญงานการกุศล เพื่อให้ได้ ถือเป็นอารมณ์ด้วย

     บัญญัติ  โลกสมุตร เรียกกัน  เราก็ติด บัญญัติเป็นส่วนใหญ่ ในชีวิต


>>> คู่มือปัฎฐาน ศึกษาละเอียดได้ที่นี้ <<<          >>> ศึกษาทาง Youtube ที่นี้ <<<

https://drive.google.com/file/d/1GPkcsvOzVc90150AXtSiKf7gPLOA4ULX/view
https://www.youtube.com/watch?v=rIN9cF4DdVY&list=PLbNApPrel7E7rdqyYM81M8UHAqhZtzs3i





จิต ต้องมีอารมณ์   +  เจตสิก จะ คอยช่วยอุ้มชูอารมณ์ในให้ ครบตามวิถี ของจิต

แต่   ปัจจปริคหญาณที่2  นับ การเกิด เห็นอารมณ์(ความคิด) เกิดขึ้นทางใจ -- เห็นอริยาบท ท่าทาง เปลี่ยน เกิดเป็นท่าใหม่




จิตตานุปัสสนา
  อารมณ์ทั้ง16 แบบ ฝึกพิจารณา ว่า ความคิดแบบนี้เกิด ก็รู้ว่า เกิด แล้ว ก็เปลี่ยนไป  ตามดูไป   แล้วก็หายไป 

ทุกข์
    อารมณ์ก็เป็นทุกข์ แบบหนึ่ง      

แต่อารมณ์ ที่เป็น โลภะ 8  เป็นสมุทัย    ตามดูไป    กำหนดรู้ได้  ก็ถึงจะหาวิธีละ ต่อไป
 (ความอยาก , ชอบใจยินดี ,ปราถนา , อยากได้ )


ตามดูให้เห็น        ตามดูจนชำนาญ        ตามดูความอยากทั่วๆ     ตามดูจนเห็นอารมณ์ใหม่เกิดขึ้น